ทำงานประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

การทำงานและการประกอบอาชีพ

ประเภทของลูกจ้าง แบ่งเป็น  5  ประเภท ตามวุฒิการศึกษา  ดังนี้

  ลูกจ้างที่ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ได้แก่  ผู้ปฏิบัติการที่ใช้วิชาชีพวิชาการ และมีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งต่าง ๆ เฉพาะด้าน อาทิ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก  ผู้อำนวยการแผนกต่าง ๆ ที่ปรึกษา  เป็นต้น

  ลูกจ้างที่ต้องใช้วุฒิการศึกษาในระดับอนุปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (ลูกจ้างฝีมือระดับสูง) อาทิ พยาบาล ช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ช่างยนต์ ช่างภาพ ช่างเทคนิคต่างๆ เป็นต้น

  ลูกจ้างที่ต้องใช้วุฒิการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นอย่างต่ำ  ได้แก่  ผู้ปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน (ลูกจ้างฝีมือ) อาทิ ผู้คุมงานและหัวหน้างาน  เป็นต้น

  ลูกจ้างที่ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา  ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษาแต่ต้องมีประสบการณ์ในการทำงาน (ลูกจ้างกึ่งฝีมือ) อาทิ ช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อม ช่างตัดผม  ช่างตัดเย็บ  และผู้ช่วยช่าง

  ลูกจ้างที่ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษาและไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการทำงาน  (ลูกจ้างไร้ฝีมือ) อาทิ  พนักงานทำความสะอาด  คนขายเนื้อสัตว์ เป็นต้น

 

ขั้นตอนและระเบียบ

การจ้างงานคนต่างชาติ นายจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งก่อน  และหลังการเดินทางเข้าประเทศของลูกจ้างชาวต่างชาติ  โดยขั้นตอนดังต่อไปนี้
  การยื่นขอใบคำร้องขอใบอนุญาตทำงาน  นายจ้างจะต้องยื่นความประสงค์ต่อกระทรวงแรงงานของยูเออี  เพื่อขอใบคำร้อง  ขอใบอนุญาตทำงานให้แก่  ลูกจ้าง  ค่าธรรมเนียมในการออกใบคำร้องจำนวน  240 ดีแรห์ม/คน  (ค่าธรรมเนียม  200  ดีแรห์ม  และค่าพิมพ์ใบคำร้อง 40 ดีแรห์ม)

  ขั้นตอนการอนุมัติคำร้อง  เมื่อนายจ้างได้รับใบคำร้องดังกล่าวแล้ว  นำไปยื่นต่อฝ่ายอนุมัติคำร้องกระทรวงแรงงานเพื่อขอใบอนุญาตทำงาน(Work Permit)  ให้ลูกจ้างและเมื่อกระทรวงแรงงาน ได้อนุมัติคำร้องดังกล่าว  กระทรวงฯจะออกใบอนุญาตทำงานให้แก่ลูกจ้าง โดยค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาต  จะจัดเก็บแยกตามกลุ่มบริษัทที่มีคุณสมบัติตามที่กระทรวงฯกำหนดให้ไว้ดังนี้

  บริษัทกลุ่ม  A  คือบริษัทที่มีจำนวนลูกจ้างที่เป็นคนท้องถิ่นร้อยละ  30  ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด  และมีความหลากหลายด้านสัญชาติในหมู่ลูกจ้างมากกว่า  4  สัญชาติเป็นอย่างต่ำ  ตลอดจนไม่มีประวัติฝ่าฝืนระเบียบแรงงาน  จ่ายค่าธรรมเนียม  1,000 ดีแรห์ม/คน  และเงินค้ำประกันต่อธนาคาร 3,000  ดีแรห์ม/คน

  บริษัทกลุ่ม  B  คือบริษัทที่มีการจ้างงาน  คนท้องถิ่นใกล้เคียงกับอัตราที่กำหนด  หรืออยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้  ค่าธรรมเนียม  2,000  ดีแรห์ม/คน  และเงินค้ำประกันต่อธนาคาร  3,000  ดีแรห์ม

  บริษัทกลุ่ม  C  คือบริษัทที่มีการจ้างงานคนท้องถิ่นน้อยมาก  และมีประวัติไม่ดี  ค่าธรรมเนียม  3,000  ดีแรห์ม/คน  และเงินค้ำประกันต่อธนาคาร  3,000  ดีแรห์ม  ค่าธรรมเนียมดังกล่าวข้างต้นสำหรับลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่  18 -60  ปี  สำหรับลูกจ้างที่อายุมากกว่า  60  ปี  จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมจำนวน  5,000  ดีแรห์ม/คน

  ขั้นตอนการขอวีซ่าทำงาน  (Empolyment Visa)  ให้กับลูกจ้าง  เมื่อนายจ้างได้รับใบอนุญาตทำงานของลูกจ้างที่ผ่านการอนุมัติจากกระทรวงฯ  แล้ว  นายจ้างกรอกรายละเอียด  ลงในใบอนุญาตดังกล่าวพร้อมลงนามรับรองเพื่อนำไปยื่นขอวีซ่าทำงาน (Empolyment Visa) ต่อกรมสัญชาติและถิ่นพำนักยูเออีให้ลูกจ้าง  โดยจะต้องมีเอกสารประกอบในการยื่นขอวีซ่าดังนี้  1.  สำเนาใบอนุญาตประกอบการบริษัทนายจ้าง  2.  สำเนาหนังสือเดินทางลูกจ้าง  3.  รูปถ่ายลูกจ้าง  จำนวน  2  รูป  4.  ค่าธรรมเนียมวีซ่า  จำนวน  160  ดีแรห์ม/คน

  ขั้นตอนการรับรองหนังสือเสนอจ้างงาน  (Job Offer)  เมื่อกรมสัญชาติและถิ่นพำนักยูเออีได้ออกวีซ่าทำงาน  (Empolyment Visa) ให้กับลูกจ้าง  นายจ้างจะต้องยื่นหนังสือเสนอการจ้างงาน  (JOb Offer) ให้สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในยูเออีเพื่อทำการรับรอง (กรณีของสถานเอกอัครราชทูตไทย  คิดค่าธรรมเนียมในการรับรอง  เอกสาร  60  ดีแรห์ม)  ก่อนส่งหนังสือเสนอการจ้างงานดังกล่าวพร้อมสำเนา  Empolyment Visa ให้ลูกจ้างนำไปยื่นต่อกระทรวงแรงงานไทยเพื่ออนุญาตให้ลูกจ้างสามารถเดินทางออกมาทำงานได้ด้วยตนเอง  ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ. 2528  และที่แก้ไขเพิ่มเติม  พ.ศ. 2537  มาตรา  48

            สำหรับการขออนุญาตจัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศที่บริษัทนายจ้างประสงค์ที่จะจัดจ้างผ่านบริษัทจัดหางานของไทยนั้น  จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน  พ.ศ.  2528  และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2537  มาตรา  36  ด้วยการจัดส่งสัญญาจัดหางานและเอกสารประกอบต่าง ๆ ก่อนที่จะทำการรับสมัคร  คัดเลือกและจัดส่งลูกจ้างเดินทางมาทำงานในยูเออี

 

  ขั้นตอนการขอใบอนุญาตการมีถิ่นพำนัก  Residence  Visa  ให้กับลูกจ้าง  หลังจากลูกจ้างได้เดินทางเข้ายูเออีเพื่อทำงานกับนายจ้าง  นายจ้างจะต้องดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตการมีถิ่นพำนัก  (Residence  Visa)  ให้ลูกจ้างภายใน  60  วัน  นับจากวันที่ลูกจ้างเดินทางเข้ายูเออี  มิฉะนั้นจะถูกปรับวันละ  25  ดีแรห์ม  โดยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

  จัดทำบัตรประกันสุขภาพให้ลูกจ้าง  ค่าเบี้ยประกันสุขภาพแบบ  Abu Dhabi Plan  600 ดีแรห์ม/คน/ปี  เป็นอย่างน้อย

  นำลูกจ้างไปตรวจวินิจฉัยโรคที่หน่วยงานสาธารณสุขยูเออี  จ่ายค่าธรรมเนียม  250 ดีแรห์ม/คน

  นำใบรับรองผ่านการตรวจวินิจฉัยโรคยื่นต่อกรมสัญชาติและถิ่นพำนักยูเออีเพื่อขอใบอนุญาตการมีถิ่นพำนัก (Residence  Visa)  ให้แก่ลูกจ้าง  จ่ายค่าธรรมเนียม  360 ดีแรห์ม/คน

  นำ  Residence  Visa  ไปยื่นต่อกระทรวงแรงงานฯ  เพื่อขอออกบัตรประจำตัว  (Labour card)  ให้ลูกจ้าง จ่ายค่าธรรมเนียม  40  ดีแรห์ม/คน

  การตรวจโรคและโรคต้องห้าม

      ยูเออีกำหนดให้ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะยื่นขอใบอนุญาตการมีถิ่นพำนักยูเออีเพื่อขออนุญาตการมีถิ่นพำนักในยูเออีเพื่อทำงาน  ศึกษา  หรือพำนักกับครอบครัว  ต้องผ่านการตรวจวินิจฉัยโรค โรคดังต่อไปนี้

  การตรวจวินิจฉัยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  หรือเอดส์  สำหรับบุคคลที่เดินทางเข้า  ยูเออีเป็นครั้งแรกและประสงค์จะยื่นขอใบอนุญาตการมีถิ่นพำนักในยูเออี/ขออนุญาตการมีถิ่นพำนัก  หากผลการตรวจปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่าบุคคลดังกล่าวติดเชื้อเอดส์  จะถูกเนรเทศออกนอกประเทศตามระเบียบคนเข้าเมืองยูเออี

-  วัณโรค  สำหรับบุคคลที่เดินทางเข้ายูเออีเป็นครั้งแรก  และประสงค์จะยื่นต่อใบอนุญาตการมีถิ่นพำนักในยูเออี หากผลการตรวจเป็นที่แน่ชัดว่าบุคคลดังกล่าวติดเชื้อ---  วัณโรคจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

-  โรคเรื้อน  สำหรับบุคคลที่เดินทางเข้ายูเออีเป็นครั้งแรก  และประสงค์จะยื่นต่อใบอนุญาตการมีถิ่นพำนักในยูเออี  หรือบุคคลที่มีใบอนุญาตแล้วและประสงค์จะขอต่อใบอนุญาตการมีถิ่นพำนักในยูเออ หากตรวจพบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นโรคเรื้อน จะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

  การตรวจวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ (บี) และ (ซี)  สำหรับบุคคลที่เดินทางเข้ายูเออีเป็นครั้งแรก  และประสงค์จะยื่นต่อใบอนุญาตการมีถิ่นพำนักในยูเออี  สำหรับกรณีการขอต่อใบอนุญาตการมีถิ่นพำนัก  การตรวจวินิจฉัยโรคดังกล่าวจำกัดเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีอาชีพดังนี้

1)  อาชีพรับเลี้ยงเด็ก

2)  อาชีพคนรับใช้

3)  อาชีพพนักงานขับรถยนต์

4)  ผู้ดูแลโรงเรียนอนุบาล  และสถานรับเลี้ยงเด็ก

5)  ช่างตัดผม/ช่างเสริมสวย/เจ้าหน้าที่ตามสถานที่ออกกำลังกาย

6)  ผู้ที่ทำงานในร้านขายสิ่งของที่เป็นอาหาร  พ่อครัว  คนขายเนื้อ  พนักงานในร้านอาหาร

 

           ทั้งนี้  โรคไวรัสตับอักเสบ  ชนิดบี และ ซี  เป็นโรคที่กระทรวงสาธารณสุขยูเออีได้ออกระเบียบให้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  และหากตรวจพบจะถูกส่งตัวกลับประเทศทันที

            โรคซิฟิลิส  สำหรับบุคคลที่เดินทางเข้ายูเออีเป็นครั้งแรก  และประสงค์จะยื่นต่อใบอนุญาตการมีถิ่นพำนักในยูเออี  หากตรวจพบว่าบุคคลดังกล่าวมีเชื้อโรคซิฟิลิสสามารถขอรับการรักษาโรคดังกล่าวเพื่อขออนุญาตการมีถิ่นพำนักได้

 

  สัญญาจ้างงาน (Employment Contract)

      เมื่อลูกจ้างเดินทางถึงยูเออี นายจ้างและลูกจ้างจะต้องลงนามในสัญญาจ้างที่ผ่านการรองรับจากกระทรวงแรงงานยูเออี จำนวน 3 ชุดโดยจะเก็บไว้ที่ลูกจ้าง นายจ้าง และกระทรวงแรงงาน แห่งละ 1 ชุด  สัญญาจ้างดังกล่าวจะระบุตำแหน่ง  เงินเดือน  ประเภทของงาน  และระบุอายุของสัญญาจ้างว่าเป็นแบบมีระยะเวลาการจ้างตายตัวแน่นอนหรือเป็นแบบไม่กำหนดอายุสัญญา  โดยสัญญาจ้างจะกระทำเป็นภาษาอาหรับและอังกฤษอยู่ในฉบับเดียวกัน

 

  สวัสดิการ/สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน

      กฎหมายแรงงานยูเออีกำหนดให้นายจ้างต้องจัดสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง  ดังนี้

-  จัดที่พักอาศัย  รวมทั้งอาหารอย่างน้อยวันละ  2  มื้อ  (หรือจ่ายเงินเพิ่มเป็นค่าอาหาร)

-  จัดรถรับส่งลูกจ้างไปกลับระหว่างที่พักอาศัยและสถานที่ทำงาน

-  จัดทำบัตรประกันสุขภาพให้ลูกจ้าง (รวมทั้งคู่สมรส และบุตร 3 คน ที่อายุไม่เกิน  18  ปี  ในกรณีที่สัญญาจ้างระบุให้ลูกจ้างสามารถนำครอบครัวมาอยู่ด้วยได้)

-  จัดให้ลูกจ้างมีวันพักผ่อนประจำปี  ปีละ 30 วัน (โดยได้รับค่าจ้าง)

 

  ประเภทและเงื่อนไขของสัญญาจ้าง มี 2 ประเภท คือ

1. สัญญาจ้างแบบระบุระยะเวลาการจ้างงาน (Limited Employment Contract) 

โดยทั่วไปนายจ้างจะทำสัญญาจ้างตั้งแต่ 1  ปีขึ้นไป และส่วนใหญ่นายจ้างมักทำสัญญา 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการทำวีซ่าประเภทมีถิ่นพำนัก (Residence  Visa) ที่ออกให้เป็นเวลาครั้งละไม่เกิน 3 ปี

  กรณีที่ลูกจ้างทำงานจนครบกำหนดระยะเวลาของสัญญาจ้าง

1.  นายจ้างจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทย  ให้แก่ลูกจ้างเมื่อได้ทำงานมาจนสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญาจ้าง

2.  หากสัญญาจ้างมีระยะเวลาเกินกว่า  6  เดือน  แต่ไม่ถึง  1  ปี  นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยวันลาพักผ่อน  เดือนละ  2  วัน  เท่ากับจำนวนวันที่ยังมิได้ใช้สิทธิการลาให้แก่ลูกจ้าง  ในช่วงระยะเวลาของสัญญาจ้าง

3.  หากสัญญามีระยะเวลาติดต่อกันเกินกว่า  5  ปี (ทั้งกรณีทำสัญญาจ้างครั้งเดียวหรือหลายสัญญาจ้างที่มีระยะเวลาการจ้างติดต่อกัน)  ลูกจ้างจะได้รับเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานยูเออี  มาตรา  132  ซึ่งประกอบด้วยเงินชดเชยการเลิกจ้างปีละ 21 วัน ในช่วง  1 – 5  ปีแรก  และเงินชดเชยการเลิกจ้างอีกปีละ  30  วันนับจากปีที่  6  เป็นต้นไป  แต่ทั้งนี้  เงินชดเชยการเลิกจ้างทั้งหมดจะต้องมีจำนวนเงินไม่เกินค่าจ้าง 1 ปี  รวมทั้งเงินชดเชย

การลาพักผ่อนประจำปี 30 วัน ในกรณีที่ลูกจ้างยังมิได้ใช้สิทธิลาพักผ่อนของปีนั้น ๆ

 

           กรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายขอยกเลิกสัญญาจ้างก่อนครบกำหนดอายุสัญญา

1.  ตามกฎหมายแรงงานของยูเออี มาตรา 115 นายจ้างจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทยให้แก่ลูกจ้าง  และจะต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าจ้าง 3  เดือน  หรือเท่ากับค่าจ้างของระยะเวลาที่เหลืออยู่ของสัญญาจ้าง  หากระยะเวลาที่เหลืออยู่นั้นสั้นกว่า  3  เดือน  นอกจากนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายเงิน  ชดเชยการเลิกจ้างตามมาตรา  132  ในกรณีที่ลูกจ้างได้ทำงานติดต่อเกินกว่า  5  ปี  รวมทั้งเงินชดเชยการลาพักผ่อนประจำปีที่ยังเหลืออยู่ให้กับลูกจ้างด้วย

2.  อย่างไรก็ตาม  ตามกฎหมายแรงงานมาตรา 120b นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้  โดยไม่ต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า หากการเลิกจ้างเกิดขึ้นในช่วงทดลองงาน (ตามที่ตกลงกันในสัญญาจ้าง  แต่การทดลองงานจะต้องไม่เกิน 6 เดือน) โดยนายจ้างจะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทยให้แก่ลูกจ้าง  แต่ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากนายจ้างเนื่องจากยังไม่ผ่านการทดลองงาน

3.  นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้  ตามมาตรา  120  โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า  (ทั้งก่อนและหลังการผ่านช่วงทดลองงาน)  ในกรณีที่ลูกจ้างทำผิดในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้  

(1)  ใช้เอกสารปลอมในการสมัครงาน  

(2)  ทำงานผิดพลาดจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อนายจ้าง  

(3)  ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการทำงาน  

(4)  ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างและได้รับการตักเตือนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว  

(5)  เปิดเผยความลับของบริษัท  

(6)  ถูกลงโทษโดยคำพิพากษาของศาลในคดีที่เกี่ยวกับศีลธรรมอันดีของสังคม 

(7)  ดื่มสุราหรือมีอาการเมาในระหว่างการทำงาน  หรือ

(8)  ทำร้ายนายจ้าง  หัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงานในระหว่างเวลาทำงาน  

(9)  ขาดงานติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน หรือไม่ติดต่อกันแต่เกิน 20 วัน โดยไม่มีเหตุผล

4.  ทั้งนี้  การเลิกจ้างตามมาตรา  120  ใน  9  กรณีข้างต้นนี้  เป็นการเลิกจ้างหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีเหตุมาจากความผิดของลูกจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างอาจจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทยด้วยตนเอง (มาตรา 131 วรรคท้าย) ซึ่งบทบัญญัติในมาตรานี้  ใช้เป็นการบังคับเป็นการทั่วไปสำหรับลูกจ้างภายใต้สัญญาจ้างแบบไม่ระบุระยะเวลาการจ้างด้วย

 

  กรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายยกเลิกสัญญาจ้างก่อนครบกำหนดอายุสัญญา

          (1) ตามกฎหมายแรงงานของยูเออี มาตรา มาตรา 116 ลูกจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายแก่นายจ้างเป็นจำนวนเงินเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าจ้าง 3 เดือน หรือครึ่งหนึ่งของค่าจ้างของระยะเวลาที่เหลืออยู่ของสัญญาจ้าง  หากระยะเวลาที่เหลืออยู่นั้นสั้นกว่า 3 เดือน ยกเว้นกรณีที่การขอเลิกจ้างนั้นมีสาเหตุมาจากความผิดของนายจ้างตามมาตรา  121  อาทิ  หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง  หรือหากนายจ้างหรือตัวแทนนายจ้างทำร้ายลูกจ้าง

          (2) ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างใดๆ หากลูกจ้างลาออกจากงาน  ด้วยความต้องการของตนเองก่อนสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญาจ้างในกรณีที่ลูกจ้างยังทำงาน ถูกกลั่นแกล้งจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนครบ 5 ปี ลูกจ้างย่อมได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 132 ตามสัดส่วนของอายุการทำงานที่ผ่านมา

          (3)  ลูกจ้างอาจจะต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศด้วยตนเอง (มาตรา  131)

          (4)  ลูกจ้างอาจถูกนายจ้างใช้สิทธิแจ้งต่อกรมสัญชาติและถิ่นพำนักยูเออีให้ระงับการออก  Employment Visa ให้แก่ลูกจ้างคนดังกล่าวเพื่อทำงานกับนายจ้างรายอื่นเป็นเวลา 1 ปี นับจากการเลิกจ้าง  เพื่อไม่ไห้ลูกจ้างรายดังกล่าวสามารถเดินทางเข้ามาทำงานในยูเออีได้อีกช่วงระยะเลาหนึ่ง (มาตรา  128  ประกอบกฎหมายคนเข้าเมือง)

 

2. สัญญาจ้างแบบไม่ระบุระยะเวลาการจ้าง (Unlimited Employment Contract) 

(1)  ตามกฎหมายแรงงานของยูเออี มาตรา 120b นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า  หากการเลิกจ้างเกิดขึ้นในช่วงทดลองงาน  (ตามที่ตกลงกันในสัญญาจ้างแต่การทดลองงานจะต้องไม่เกิน 6 เดือน) โดยนายจ้างจะต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทยให้แก่ลูกจ้าง แต่ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินสิทธิประโยชน์ใดๆ จากนายจ้างเนื่องจากยังไม่ผ่านการทดลองงาน

(2)  นายจ้างจะต้องแจ้งล่วงหน้า  1  เดือน  หากเป็นการเลิกจ้างพ้นช่วงทดลองงานแล้ว  และในกรณีที่ไม่แจ้งล่วงหน้าหรือไม่แจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 30 วัน นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยการไม่แจ้งล่วงหน้าให้กับลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างต่อวันคูณด้วยจำนวนวันที่มิได้แจ้งล่วงหน้าให้ครบ 30  วัน  (มาตรา  119)

(3)  หากการเลิกจ้างเกิดขึ้นหลังจากพ้นช่วงทดลองงานแต่ไม่ถึง 1 ปี  นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยการลาพักผ่อนประจำปี  เดือนละ 2 วัน  เท่ากับจำนวนวันที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิการลาให้แก่ลูกจ้าง  (มาตรา  75)  แต่ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างในกรณีที่มีอายุการทำงานไม่ครบ 1 ปี (มาตรา 132)

(4)  หากการเลิกจ้างเกิดขึ้นหลังจากที่ลูกจ้างมีอายุการทำงานมากกว่า  1  ปี ขึ้นไป  ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนการลาพักผ่อนประจำปี  ปีละ 30 วัน

(5)  หากการเลิกสัญญาจ้างเกิดขึ้นหลังจากที่ลูกจ้างได้ทำงานติดต่อกันเกินกว่า  1  ปี  นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา  132  ดังนี้

-  ปีละ  21  วัน  ในช่วง  5  ปีแรก

-  ปีละ  30  วันนับจากปีที่  6  เป็นต้นไป  แต่ทั้งนี้เงินชดเชยการเลิกจ้างทั้งหมดจะต้องมีจำนวนเงินรวมกันไม่เกินกว่าค่าจ้าง  2  ปี

  กรณีลูกจ้างเป็นฝ่ายขอยกเลิกสัญญาจ้าง

1.  ลูกจ้างต้องแจ้งนายจ้างทราบล่วงหน้าอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 1 เดือน ในกรณีที่ไม่แจ้งล่วงหน้าหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า  30  วัน ลูกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยการไม่แจ้งล่วงหน้าให้กับนายจ้างเท่ากับค่าจ้างต่อวันคูณด้วยจำนวนวันที่มิได้แจ้งล่วงหน้าให้ครบ 30 วัน (มาตรา  119)

2.  ลูกจ้างอาจต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทยเอง (มาตรา 131)

3.  ตามมาตรา 75 ของกฎหมายแรงงานยูเออี ลูกจ้างอาจได้รับเงินชดเชยการลาพักผ่อนประจำปี 2 วัน เท่ากับจำนวนวันที่ยังมิได้ใช้สิทธิการลา แต่จะไม่ได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างตามมาตรา 132 หากการเลิกสัญญาจ้างเกิดขึ้นหลังทำงานครบ 6 เดือน แต่ยังไม่ครบ 1 ปี

4.  ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยการลาพักผ่อนประจำปี  ปีละ  30  วัน  พร้อมเงินชดเชยการเลิกจ้าง  ตามอายุการทำงานของลูกจ้าง  โดยหากการเลิกจ้างสัญญาจ้างเกิดขึ้นหลังจากที่ลูกจ้างได้ทำงานติดต่อกันมา

-  ไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างเท่ากับค่าจ้าง 7 วันต่อปี

-  ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ปี ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างเท่ากับค่าจ้าง 14 วันต่อปี

-  เกินกว่า  5  ปีขึ้นไป ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างเต็มจำนวน ตามที่ระบุในมาตรา  132 กล่าวคือ เท่ากับค่าจ้างปีละ 21 วัน สำหรับ 5 ปีแรก และปีละ 30 วันสำหรับปีที่ 6 เป็นต้นไป แต่ทั้งนี้ เงินชดเชยการเลิกจ้างทั้งหมดจะต้องมีจำนวนเงินรวมกันไม่เกินกว่าค่าจ้าง 2 ปี (มาตรา 137 ประกอบมาตรา  132)

-  อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินชดเชย การเลิกจ้างข้างต้นนี้แต่อย่างใด หากลูกจ้างละทิ้งงานในหน้าที่โดยไม่แจ้งล่วงหน้า อันมีสาเหตุมาจาก  ความผิดของลูกจ้าง ตามมาตรา 121

 

  สิทธิการลาป่วย ภายใต้กฎหมายแรงงานยูเออี  มาตรา  83  ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วย ดังนี้

      1.  ในช่วงทดลองงาน  และสามเดือนแรกหลังพ้นการทดลองงาน ลูกจ้างไม่มีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้าง  กล่าวคือ ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิลาป่วยได้ หลังจาก 

(1) ทำงานครบ 6 เดือน ในกรณีที่สัญญาจ้างกำหนดให้ทดลองงาน  3  เดือน หรือ 

(2)  ทำงานครบ  9  เดือน  ในกรณีที่สัญญาจ้างกำหนดให้ทดลองงาน  6  เดือน  

ดังนั้นภายใต้มาตรา 83 นี้ จึงอาจพิจารณาได้ว่า หากลูกจ้างป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ในช่วงนี้ ลูกจ้างยังไม่มีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้าง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งนายจ้างมีสิทธิที่จะไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับการลาป่วยในชาวงระยะเวลานี้

      2.  มีสิทธิลาป่วยได้ไม่เกิน  90  วันต่อปี  หลังจากผ่านช่วงทดลองงาน ไปแล้วอีก 3 เดือน

      3.  ลาป่วยโดไม่ได้รับค่าจ้างเต็มในช่วง 15 วันแรก

      4.  ลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างครึ่งหนึ่ง ในช่วง 30 วันต่อมา หลัง 15 วันแรก

      5.  ลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างหลัง 45 วันแรก

 

ทั้งนี้การลาป่วย โดยได้รับค่าจ้างนี้ จะต้องไม่เป็นการป่วยที่มีสาเหตุมาจากการกระทำผิดของลูกจ้าง อาทิ การดื่มสุรา หรือการเสพยาเสพติด

  สิทธิประโยชน์ของลูกจ้างกรณีได้รับอันตราย อุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน

1. ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตราย/อุบัติเหตุจากการทำงาน หรือป่วยเป็นเป็นโรคอันเนื่องมาจากการทำงาน นายจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการรักษาพยาบาลลูกจ้าง  จนกว่าลูกจ้างจะหายป่วยเป็นปกติ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากสถานพยาบาลแห่งหนึ่งไปยุงสถานพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง

2. ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานจนเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้  นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชย ให้กับลูกจ้างเป็นจำนวนเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างเต็มจำนวนของลูกจ้างในช่วงระยะเวลาที่ลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาลช่วง 6 เดือนแรก  และเท่ากับครึ่งหนึ่งของอัตราค่าจ้างในช่วง  6  เดือน ต่อมา หรือจนกระทั่งลูกจ้างสามารถทำงานได้ หรือได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ทุพพลภาพถาวรหรือจนกว่าจะเสียชีวิต (มาตรา 145)

3. ในกรณีที่ลูกจ้างเกิดอุบัติเหตุหรือป่วยเนื่องจากการทำงานจนเป็นเหตุให้ลูกจ้างเสียชีวิต  นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้ทายาทของลูกจ้างที่เสียชีวิตเป็นจำนวนเงินเท่ากับเงินเดือนขั้นต่ำ  24  เดือนของลูกจ้าง ทั้งนี้เงินทดแทนดังกล่าว จะต้องไม่ต่ำกว่า  18,000  ดีแรห์ม และไม่เกิน 35,000  ดีแรห์ม  (มาตรา  149)  ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นผู้ทุพพลภาพถาวร จะได้รับเงินทดแทน เช่นเดียวกันนี้ด้วย (มาตรา  151)

 

  การโอนนายจ้างหรือผู้อุปถัมภ์  (sponsor)

        หลักเกณฑ์ทั่วไป การขอย้ายนายจ้างไปทำงานกับนายจ้างใหม่ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้

1.จะต้องมีใบอนุญาตการมีถิ่นพำนัก  (Residence Visa)  ที่มีอายุการใช้งานได้

2.มีบัตรประจำตัวลูกจ้าง  (Labour card)  ที่มีอายุการใช้งานได้

3.มีอายุการทำงานกับนายจ้างเดิมตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดนับจากวันที่

ออกบัตรประจำตัวลูกจ้างดังนี้

-  วุฒิการศึกษา  จำนวนครั้งที่อนุญาตให้ย้ายได้  อายุการทำงาน  กับนายจ้างเดิม ค่าธรรมเนียมการโอนย้าย (ดีแรห์ม)

แยกตามกลุ่มบริษัท        บริษัทกลุ่ม A     บริษัทกลุ่ม B     บริษัทกลุ่ม C

ป.โท – ป.เอก                ไม่จำกัด ไม่น้อยกว่า 1  ปี 1,500 2,500 3,500

ป.ตรีหรือเทียบเท่า        2  ครั้ง ไม่น้อยกว่า 1  ปี 3,000 3,500 4,000

ต่ำกว่า ป.ตรี                1  ครั้ง ไม่น้อยกว่า 1  ปี 5,000 5,500 6,000

 

4. ต้องได้รับความเห็นชอบและยินยอมจากทั้งนายจ้างเดิม  และนายจ้างใหม่

 

  การโอนย้ายนายจ้างโดยไม่จำกัดอายุการทำงานกับนายจ้างเดิม  สามารถโอนย้ายได้ทุกระดับวุฒิการศึกษาของลูกจ้าง  โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม  3,000  ดีแรห์ม/คน  ตามกรณี  ดังนี้

-  เมื่อศาลมีคำสั่งล้มละลายหรือพักการประกอบการของบริษัท

-  เมื่อกระทรวงแรงงาน  มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการบริษัท

-  เมื่อมีการโอนย้ายเจ้าของบริษัทไปยังบุคคลอื่น

-  เมื่อมีการโอนบริษัทไปรวมกับบริษัทอื่น

  -  เมื่อมีการแยกบริษัท หรือปิดบริษัทลง โดยสาเหตุเจ้าของบริษัทเสียชีวิตหรือสาเหตุอื่น ๆ

 

  การโอนย้ายนายจ้างตามคำสั่งของกระทรวงแรงงานยูเออี  สามารถโอนย้ายนายจ้างได้ โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายจ้าง  และไม่จำกัดวุฒิการศึกษา และอายุการทำงาน โดยจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม 3,000  ดีแรห์ม/คน  ตามกรณี ดังนี้

-  กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเดือนลุกจ้างเป็นเวลา  3  เดือน  โดยมีหนังสือร้องเรียนจากลูกจ้าง

-  กรณีการโอนย้ายลูกจ้างเกิดจากสาเหตุการโอนย้ายกรรมสิทธิ์จากบริษัทหนึ่งไปยังอีกบริษัทหนึ่ง

-  กรณีบริษัทถูกสั่งปิด  และยังไม่มีการไกล่เกลี่ยสิทธิประโยชน์ลูกจ้าง

-  กรณีที่มีคำสั่งจากศาลให้ลูกจ้างทำการโอนย้ายได้

-  กรณีอื่น ๆ ที่กระทรวงแรงงานเห็นชอบให้ทำการโอนย้ายได้

 

  การโอนย้ายนายจ้างกรณีอื่นๆ สามารถโอนย้ายได้โดยยกเว้นข้อจำกัดเรื่องอายุการทำงานและไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการยกเว้น (3,000  ดีแรห์ม) แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 500 ดีแรห์ม/คนในกรณี  ดังนี้

     -  หากการโอนย้ายไปอีกบริษัทหนึ่งที่อยู่ในรัฐเดียวกัน  และเป็นเจ้าของเดียวกันหรือหุ้นเดียวกัน  โดยการเป็นเจ้าของได้ผ่านไปแล้วเป็นเวลา  18  เดือน

     -  หากการโอนย้ายไปทำงานในสาขาของบริษัทที่อยู่ในรัฐเดียวกัน  ทั้งนี้กฎหมายแรงงานยูเออี  กำหนดให้นายจ้างใหม่  จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการโอนย้ายนายจ้างดังกล่าวของลูกจ้าง

 

การเกษียณอายุ

กระทรวงแรงงานยูเออีอนุญาตให้นายจ้างสามารถจ้างลูกจ้างต่างชาติได้โดยลูกจ้างจะต้องมีอายุระหว่าง  18 – 60  ปี  อย่างไรก็ตาม  สำหรับแรงงานทั่วไปที่มีอายุครบ  60  ปี  ยังสามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้แบบปีต่อปีจนถึงอายุ  65  ปี  ยกเว้น  แรงงานต่างชาติที่จัดอยู่ใน  11  สาขาอาชีพ  คือ  วิศวกร  แพทย์  อาจารย์มหาวิทยาลัย  นักการบัญชี  ผู้ตรวจสอบบัญชี  ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน  นักสื่อสารมวลชน  นักกฎหมาย  ล่าม  ผู้ชำนาญการในสาขาอาชีพที่ขาดแคลน  ที่ยังสามารถให้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้จนถึงอายุ  70  ปี